1.ง่ายต่อการจัดการ
ปัจจุบันสัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยง
ต้องมีใบอนุญาตครอบครองฯ
จึงต้องมีที่อยู่
และสถานที่เลี้ยงเป็นหลักเป็นแหล่ง
มีจำนวนสัตว์ป่า เพิ่ม ลด
ก็ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่
ตามระเบียบ
กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2535 อยู่แล้ว
เพียงแค่
รัฐทำการประชาสัมพันธ์
เรียกประชุม อบรม
ให้ผู้เลี้ยงสัตว์ป่าที่มีใบอนุญาตครอบครองฯ
ได้รู้ ได้เข้าใจ
วิธีปฏิบัติตามระเบียบ
ข้อบังคับของกฎหมายให้บ่อยครั้ง
ไม่ปล่อยปละละเลยเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง
ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าโดยตรง
ต้องศึกษา ระเบียบ
กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2535 ให้เข้าใจ
ลึกซึ้งก่อน มิเช่นนั้น
ก็จะเป็นเหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คือเจ้าหน้าที่ไม่กล้า
ที่จะออกใบอนุญาตฯใดๆ
เพราะกลัวว่าผิด
หรือไปขัดกับกฎหมายอื่นๆ
จะทำการใด
ก็ทำหนังสือหารือไปที่กรมฯ
กว่าจะออกใบอนุญาตฯแต่ละชนิดได้
สัตว์ป่าเลี้ยงที่ขออนุญาตฯตายไปก่อนแล้ว
ไม่ทันการ
ที่สุดก็กลายเป็นการปล่อยปละละเลยกันไป
เมื่อมีปัญหาเป็นข่าวกันขึ้นมา
ก็เดือดร้อนผู้เลี้ยงฯอยู่เป็นนิจ
ยกตัวอย่าง
บางเรื่องเจ้าหน้าที่ก็เข้าใจผิด
เนื่องจากอ่านข่าว
ที่มีเจ้าหน้าที่บางคน(แทบทั้งหมดก็ว่าได้)ให้สัมภาษณ์ว่า
"สัตว์ป่า ห้ามจำหน่าย
จ่าย โอน
เว้นแต่ตกทอดมรดก"
เมื่อไม่เคยศึกษา พ.ร.บ.ฯ
ก็เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นมาตลอด
และก็พูดกันจนติดปาก
ที่สำคัญเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกือบทั้งกรมฯ
ที่คิดอย่างนั้น
ทั้งๆที่ คำว่า "จะจำหน่าย
จ่ายโอนให้แก่ผู้อื่นมิได้
เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก"
มีอยู่ใน มาตรา 66 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ
ที่เดียว
ซึ่งไม่ได้เหมารวมสัตว์ป่าที่ถูกแจ้งครอบครองฯทั้งหมด
เฉพาะสัตว์ป่าที่เป็นของรัฐ
ตามใบอนุญาต (อญ.สป1)
ซึ่งมีจำนวนน้อยนิดเท่านั้น
โดยเฉพาะปัจจุบันมาตรา 66ดังกล่าว
ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ.2546 (เพิ่มเติม)
เนื่องจากผู้แจ้งครอบครองฯปี
พ.ศ.2546 จะแจ้งตาม มาตรา 61, 67 (สป.2)สรุปก็คือ
คำว่า"จะจำหน่าย จ่ายโอนให้แก่ผู้อื่นมิได้
เว้นแต่โดยการตกทอดทางมรดก"
แทบไม่มีใช้ใน พ.ร.บ.ฯแล้ว
ผมยืนยันได้ว่า
ตามกฎหมาย(กฎกระทรวงฉบับที่
1 ออกตาม พ.ร.บ.ฯมาตรา 61,67)
สามารถโอนให้หรือเคลื่อนย้ายได้
แต่จะขายได้หรือไม่นั้น
ต้องมีเงื่อนไขต่อ
ไว้คุยทีหลังครับ
เดี๋ยวจะยาว
ลองอ่านเจ้าหน้าที่สับสนใบอนุญาตฯ(สป.2)
ความเข้าใจผิด
ของการไม่ศึกษากฎหมาย
ของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมาข้างต้น
ทำให้การเคลื่อนย้าย
การโอน เพื่อแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์
สายพันธุ์
ของผู้เลี้ยงสัตว์ป่าโดยถูกต้อง
หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายเพื่อนำสัตว์ป่าไปรักษา
ที่โรงพยาบาลสัตว์ ต้องชะงักไปหมด เพราะ
เจ้าหน้าที่ไม่กล้าอนุญาตฯ
กลัวผิดกฎหมาย
อยู่เฉยๆปลอดภัยกว่า
ผู้เลี้ยงฯก็ต้องลักลอบทำกันเอง
ทั้งๆที่มีสัตว์ป่าถูกกฎหมายทั้งสิ้น
แต่หากเมื่อมีปัญหาระหว่างทาง
เป็นข่าวขึ้นมา
กลายเป็นกลุ่มผู้ทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าไปซะแล้ว
อย่างนี้ละครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ
เรื่องกฎหมายสัตว์ป่า (พ.ร.บ.ฯ2535,2546)
ผู้แจ้งครอบครองฯ
เมื่อแจ้งฯแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็ต้องตรวจสอบ
เมื่อตรวจสอบต้องออกใบอนุญาตฯ(สป.2)ภายใน
60 วัน ตาม พ.ร.บ.ฯ ถามว่า
ปัจจุบันมีคนแจ้งครอบครองฯไว้
เกือบสองแสนราย
ตั้งแต่ปี 2535 ครั้งหนึ่ง
และปี 2546 ทีหนึ่ง
เวลาเป็นสิบปีครับ
ปัจจุบัน
เจ้าหน้าที่ยังออกใบอนุญาตฯ(สป.2)
ตาม พ.ร.บ.ฯที่ว่านี้ ให้ไม่ถึง
1000 รายทั่วประเทศครับ
ที่ครอบครองฯสัตว์ป่ากันปัจจุบันนี้
ก็ถือแค่ใบแจ้งฯ(ใบคำขออนุญาตฯ)กันไว้เท่านั้น
และก็ยึดเอา มาตรา 8 ของพ.ร.บฯ
ไว้ คือ ภายใน 60 วัน
เจ้าหน้าที่ไม่กระดิก
ถือว่า อนุญาตฯ
นี่แหละครับปัญหาใหญ่
ของสัตว์ป่าเลี้ยง
เจ้าหน้าที่ก็ปลอดภัยไม่เสี่ยงโดนสอบ
ผมก็ไม่ต้องไปร่ำไรเรื่องใบฯ
เลยกลายเป็นว่า
เป็นการปล่อยปละละเลยกันไปครับ
ไม่แก้ไข
ก็ไม่ต้องพูดถึงการอนุรักษ์ที่เป็นระบบครับ
2. กฎหมายกับผู้กระทำผิด
ปัจจุบันสัตว์ป่าที่นำมาเลี้ยง
ต้องมีใบอนุญาตครอบครองฯ
มีกฎหมายควบคุมดูแลอยู่แล้ว
ความคิดส่วนตัวผมแล้ว
บทลงโทษที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
รุนแรงเกินพอด้วยซ้ำไป เพราะสัตว์ป่าในส่วนนี้
เป็นสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยงมากันทั้งนั้น
แยกแยะไม่ยากหรอกครับ
ว่า สัตว์ป่าเลี้ยง
หรือสัตว์ป่ามาจากป่า
พออยู่ในกรง
พฤติกรรมมันต่างกันมาก
นกป่าที่เอามาเลี้ยง
เห็นอยู่ในกรงมันก็จะเฉยๆ
มีตื่นบ้าง
ก็เมื่อมันตกใจ
แต่ถึงขนาดแบบสัตว์ป่าที่เอามาจากป่านั้น
ต่างกันมาก
อย่างนั้นดิ้นรน
ต่อสู้หลังชนฝา
ชนกรงเอาเป็นเอาตายครับ
หัวแตกเลือดโชก
และก็ตายจริงๆเป็นส่วนใหญ่
หากเป็นสัตว์ป่าดุๆ
แทบเข้าใกล้ไม่ได้ครับ
ที่สำคัญระเบียบ
ข้อบังคับของกฎหมายต้องตามเหตุตามผล
ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ทันครับ
ไม่งั้นเราก็จะเป็นกันอย่างทุกวันนี้
ซึ่งไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆกับสัตว์ป่าทั้งสัตว์ป่าเลี้ยง
สัตว์ป่าที่อยู่ในป่าทั้งสิ้น
หากเพิ่มโทษรุนแรงกับพวกเลี้ยงสัตว์ป่าเลี้ยงพวกนี้
ผมว่าอีกหน่อย
ทุกคนก็คงเลิกเลี้ยงไปหมดครับ
เพราะการขออนุญาตฯอะไรก็ยาก
ดังที่กล่าวมาข้างต้น
แถมมีปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมา
โทษรุนแรงอีก
ทั้งๆที่สัตว์ป่าที่เลี้ยงมาก็มาเกิดกับเรา
มีความรู้ ความสามารถ
ขยายพันธุ์สัตว์ป่าได้
กลับติดคุก
พร้อมใจกันเลิก
หากเป็นอย่างนั้น
อยากเห็นสัตว์ป่าต้องบิน
ไปดูต่างประเทศแน่ๆ!
สรุป
ก็คือ สัตว์ป่าประเภทนี้
มีระบบ จัดการ
และมีกฎหมายจัดการอยู่แล้ว
เพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ศึกษา
เรียนรู้กฎหมายให้ลึกซึ้ง
และปฏิบัติเท่านั้น
เมื่อรู้แล้ว ก็ต้องสอน
อบรมผู้เลี้ยงให้เข้าใจตรงกัน
และดำเนินการซะที หมายเหตุ:
ขนาดกรมฯ
ยังมั่ว
ออกหนังสือเวียนทั่วประเทศ
เกี่ยวกับใบอนุญาตฯ นำเอกสารตัวอย่าง
มาให้พิจารณาครับ
ของแถมครับ จะเอาสัตว์ป่าเลี้ยง
ไปปล่อยป่า
ไม่สงสารลูกเสือเหรอครับ
ลูกมันจะรอดเหรอครับ
ที่สำคัญลูกเสือที่เกิดมาใหม่
เมื่อโตขึ้น
หากเป็นในป่า
ต้องใช้พื้นที่ 300-400 ตร.กม.เชียวนะครับ
Click ที่รูปดูภาพขยาย
 



clickดูภาพเสือโคร่งเลี้ยงคลอดลูก
clickดูรวบรวมรูปภาพเสือโคร่งเลี้ยงผสมพันธุ์
|
1. ยากมากต่อการจัดการ
เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย
เพราะพื้นที่ที่จะเข้าไปจัดการมีขนาดใหญ่มาก
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลของรัฐมีจำนวนน้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพื้นที่ผืนป่าแต่ละแห่งที่ต้องดูแล
ที่สำคัญต้องมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ
องค์กรเอกชน
และประชาชนในพื้นที่
องค์กรดับเิบิ้ลยู
ดับเบิ้ลยู อะไรทั้งหลาย
ก็ควรให้ความสนใจกับการจัดการสัตว์ป่าประเภทนี้ให้มากกว่า
ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การแสดงออกในการโต้แย้งทางทีวี
ผมนั่งดูแล้ว เห็นว่า
มันเกิดประโยชน์กับสัตว์ป่าน้อยมาก
ส่วนใหญ่จะเน้นที่สัตว์ป่าเลี้ยง
ส่วนสัตว์ป่าจริงๆ
ไม่มีการพูดถึง
ปัจจุบันทุกคนมีสำนึกในการอนุรักษ์ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกครับ
เพราะไ้ด้รับการปลูกฝังจากการสอน
จากสื่อให้เห็นคุณค่าของมันมาพอสมควร
ควรมาช่วยกันหาวิธีที่เป็นรูปธรรม
มีเป้าหมายที่ชัดเจนในกระบวนการอนุรักษ์ดีกว่าครับ
ผมว่าจะมีผลดีกับป่า
พันธุ์พืช
และสัตว์ป่าทั้งหมด
อย่าหลงทางในกระทงสัตว์ป่าเลี้ยงกันอยู่
ซึ่งปัจจุบันมันเอาไปคืนป่าไม่ได้แล้ว
คืนป่าไปก็ตาย
การจัดการเรื่องสัตว์ป่าอยู่ในป่า
อย่างที่ผมคิดไว้
พอจะช่วยได้หรือไม่
หรือหากใครมีความคิดเห็นอย่างไร
ก็ลอง Mail มาบอก
มาสอนด้วยแล้วกันครับ
ก่อนอื่น
เมื่อเราแยกสัตว์ป่าประเภทนี้ออกแล้ว
เรามาดูว่าสัตว์ป่าประเภทนี้จะสูญพันธุ์ได้อย่างไรบ้าง
1. พื้นที่ป่าลดลง
เป็นวงจำกัด
ตรงนี้แก้ไขไม่ได้แล้วครับ
ปัจจุบันคงไม่มีใครยอมเพิกถอนโฉนด,น.ส.3
หรือกรรมสิทธิ์ของตน
ยกให้รัฐ
เพื่อไปทำที่อยู่ของสัตว์ป่าแน่
ขนาดรัฐ ลุยยึดป่าคืน
ยังยากเย็นแสนเข็ญ
รอบๆป่า เป็นหมู่บ้าน
เป็นสวนไปหมดแล้วครับ
แม้รัฐจะยึดคืนมาได้บ้างก็ตาม
ลองดูพื้นที่ป่าบ้านเราครับ
ผืนป่าที่สัตว์ป่าขนาดใหญ่
อาศัยอยู่ได้
จะเป็นวงจำกัดเกือบทุกแปลง
ยกเว้นผืนป่าที่ติดกับชายแดน
จะเป็นผืนป่าใหญ่มาก
และพบสัตว์ป่า
พืชหากยากนานาชนิด
สาเหตุเพราะบริเวณที่ว่านี้
มันอันตรายเกินไป
ที่จะเข้าไปทำกิจกรรมใดๆก็ตาม
ตายได้ง่ายๆครับ
อีกอย่างก็คือ
สาธารณูปโภคที่ทุกคนเรียกร้องหา
สร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ
ถนน ท่อก๊าซ สายไฟฟ้า
ชลประทาน
เรายกให้อยู่ในนี้หมดเป็นไงครับ
หากเราแก้ไขไม่ได้แล้ว
เราทุกคนก็น่าจะหาทางคิดวิธี
ที่จะอยู่ร่วมกันกับสัตว์ป่าได้อย่างสมดุล
2.
สูญพันธุ์ด้วยธรรมชาติของมันเอง
เป็นระบบนิเวศในพื้นที่เองครับ
สัตว์ใหญ่กินสัตว์น้อย
กินพืช
ปัจจุบันด้วยเหตุนี้ละครับ
ที่มีข่าวช้าง
ลงมากินพืชสวนของชาวบ้าน
ฆ่ากันแหลกลาน
ไม่รู้ใครปกป้องพื้นที่ใครกันแน่
อาหารในป่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากครับ
เนื่องจากป่ามีขนาดเล็กลงมาก
และ
สัตว์บางชนิดก็มีจำนวนมากจนเกินไป
ผมทราบมาว่า
ที่มาเลเซียต้องให้สัมปทานในเขตพื้นที่ป่ากับเอกชน
เพื่อเข้าไปจับตัวนิ่ม
ซึ่งมีมากจนเกินไป
มันเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ในป่าจนเสียหาย
ที่สุดจึงมีพ่อค้าทางภาคใต้
ทำการค้าตัวนิ่ม
ส่งไปเวียดนาม
โดยผ่านไทยและลาว
บ้านเราจึงจับพวกพ่อค้าเหล่านี้ได้บ่อย
จับได้ที 2 รถ 10 ล้อ ทีละพัน
สองพันตัว
ความจริงบ้านเราก็คงไม่มีตัวนิ่ม
ถึงขนาดนั้นหรอกครับ
เดือนหนึ่ง จับได้ที 3-4
ครั้ง หนักเข้าไปอีก
จับได้เราดันเอาไปปล่อย
ที่เห็นเป็นข่าว
ก็เอาไปปล่อยที่ เขตฯภูเขียว
หลายพันตัว
ผมยังนั่งงงงงอยู่
ระบบจัดการบ้านเรานี่สุดยอดจริงๆ
และก็ทราบมาภายหลังว่า
ชาวบ้านรอบๆบริเวณนั้น
กินปิ้งนิ่ม
ต้มยำตัวนิ่ม
เป็นอาหารหลัก
นี่แหละครับบ้านเรา "สัตว์ป่า
ต้องอยู่ในป่าซะ"
นึกเอาเองเถอะครับ
ขี้เกียจบ่น!
ที่ไปรู้เรื่องตัวนิ่มจากมาเลเซีย
เพราะตอนไปติดตามโจรใจบาปขโมยเสือ
ที่ลาว เจอเจ้าแขวงบลิคำไซ
ที่ลาว เล่าให้ฟังครับ
2.1ที่ผมบอกครับ Inbreeding
เนื่องจากป่าเรา
มันจำกัดด้วยพื้นที่
เพราะคนยึดไว้รอบหมด
ทีนี้สัตว์ป่า
ก็จะวนเวียนผสมพันธุ์กันในหมู่พ่อแม่พี่น้อง
บางทีตัวแม่เป็นบาดทะยัก
หรือขาดอาหารตาย
ตัวพ่อก็จะผสมพันธุ์กับลูกต่อไป
และก็จะวนเวียนกันอย่างนี้
ที่สุดก็ง่อย ก็ตาย
กันหมดครับ
เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็แก่ตายไปอีกด้วย
3. ที่สำคัญที่สุด นายพรานครับ
ที่เห็นข่าว
เพราะผมเห็นว่า
ข้อนี้แหละสำคัญที่จะทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์เร็วขึ้น
เราลองมาแยกนายพรานล่าสัตว์ป่า
แบ่งกันเป็น 2 พวก
ดูครับ
-
พรานล่าสัตว์ป่าด้วยความคึกคะนอง
มันสนุก เร้าใจ
-
พรานล่าสัตว์ป่า
เพื่อความอยู่รอด ยังชีพ(ปัจจุบันยังมีอยู่ครับ)
และแทบทั้งหมด
จะเป็นพรานในพื้นที่ป่านั้นๆ
พูดถึงพรานคึกคะนองก่อน
ส่วนใหญ่จะเป็นคนในเมืองครับ
อยู่ในเมืองมากๆ
เบื่อปูน
ก็อยากจะสัมผัสธรรมชาติ
พอได้สัมผัสก็อยากให้มันได้รสชาติ
จับปืนล่าสัตว์ป่าไปด้วย
มันก็เกิดความมันส์ในอารมณ์
แต่จะเข้าป่าได้ มันต้องพึ่งพานายพรานในพื้นที่
ไม่อย่างนั้นหลงป่าแน่
ถือเข็มทิศเข้าป่า
ไม่ใช่ว่าจะล่าสัตว์ป่าได้
เนื่องจากพื้นที่ในป่าไม่ได้แบนราบที่จะเดินทื่อๆไปทางไหน
ก็จะทะลุได้ มันมีผา
มีความลาดชัน มีเขามีเหว
คนไม่ชำนาญในพื้นที่
หาทางหลบไม่เป็นหรอกครับ
ว่าเขาลูกนี้
จะต้องเดินไปช่องนี้
ช่องหินตรงนี้
ทะลุไปไหนได้บ้าง
ที่สำคัญ
หากไม่ใช่พรานในพื้นที่
ไม่รู้หรอกครับว่า
กระทิงมันจะมากินดินโป่งหรือมากินน้ำ
มานอนมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหน
เข้าป่าหากไม่รู้จักพื้นที่ป่า
เดินอยู่ครึ่งปี
บางทียังไม่เห็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่เลยครับ
ไม่เชื่อลองถือเข็มทิศไปเดินเขาใหญ่
เดินข้ามฟากโคราช-นครนายกดูครับ
หาดูเสือโคร่ง
หรือช้างดูซักตัว
มาถึงสาระของเรื่องสัตว์ป่าสูญพันธุ์ครับ
เพราะเรากำลังพูดถึง พรานป่า
คนเดินหาของป่าที่อยู่ตามหมู่บ้านรอบๆป่านั้นๆครับ
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ
หากเราแก้ไข
หรือช่วยเหลือพรานเหล่านี้ได้สำเร็จ
เราอนุรักษ์ได้ทั้งป่า
ดังที่โฆษณาครับ
เรามีป่า
เราได้มากกว่าป่าครับ
ลองคิดดูครับ หากเราเปลี่ยนนายพรานล่าสัตว์ป่า
คนเดินหาของป่าเหล่านี้
มาเป็นผู้พิทักษ์ป่า
สัตว์ป่าได้
เรื่องราวทั้งหมด
จะเป็นการอนุรักษ์โดยแท้จริง
ไม่ว่า
จะเป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า
พวกล่าสัตว์ป่าจากในเมือง
หรือจากที่อื่น
พวกนายทุนบุกรุกป่า
พวกค้าสัตว์ป่า
หรือแม้กระทั่งส่วนราชการเมื่อมีการสำรวจ
ทำถนน ทำท่อ
ก็จะหาคนในพื้นที่
เป็นคนชี้
คนนำทางทั้งนั้นครับ
และนายพรานเดินป่า
ก็ต้องเป็นป่าใคร
ป่ามันครับ
นายพรานที่ชำนาญเดินป่าที่ห้วยขาแข้ง
ลองมาเดินป่าเขาใหญ่ดูครับ
จะได้ก็เฉพาะความชำนาญในการยังชีพในป่าเท่านั้น
แต่จะให้ไปชี้แหล่งกระทิงป่า
ไม่ต้องชี้หรอกครับ
หลงป่าเหมือนกับเรานี่แหละ
พวกพรานป่าในพื้นที่
ส่วนมากแล้ว
ล่าสัตว์ป่าเพื่อยังชีพมาก่อนครับ
พอจับสัตว์ป่าได้มากเข้า
ก็ขายสัตว์ป่ากับพวกพ่อค้า
เอาไปขายในเมือง
บางคนก็เพื่อยังชีพจริงๆ
ล่าเพื่อเป็นอาหารจริงๆ
ผมก็เคยไปสัมผัสชีวิตครอบครัวนายพรานเช่นนี้มาบ้าง
ความเป็นอยู่ของเค้า
ก็น่าเห็นใจจริงๆ
หากเรามาช่วยกันแก้ไข
เรื่องพรานเดินป่า
ในพื้นที่นั้นๆได้ ผมว่า
เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ
ซึ่งมันเป็นไปได้
แต่ต้องช่วยกันคิด
หาวิธีการ
ให้ความร่วมมือ
กันทุกฝ่ายอย่างจริงจัง
ที่สำคัญต้องใช้เงินทุนครับ
ที่ต้องร่ายยาว
เรื่องพรานป่าในพื้นที่
เพราะพรานป่าเหล่านี้
มีความสำคัญจริงๆ
ไม่ใช่เพียงเฉพาะสัตว์ป่า
เท่านั้น
มีความสำคัญกับผืนป่าทั้งผืนเลยจริงๆ
ลองคิดดูเถอะครับ
หากคุณอยากจะไปล่ากระทิง
ที่เขตฯเขาสอยดาว
จันทบุรี ซึ่งมีเนื้อที่
460,000 ไร่
ผมแนะนำนายพรานที่ชำนาญป่า
จาก
อุทยานแห่งชาติตะรุเตา
สตูล ไปให้นำทางคุณ
คุณจะไปล่ากับเค้ามั้ย
ผมคิดว่าก็คงไม่มีใครชวนคนขับสามล้อ
ในตัวเมืองจันทบุรีไปนำทางหรอกครับ
ก็ต้องไปหาคนในพื้นที่บริเวณรอบป่าเขาสอยดาวครับ
และก็ไม่ใช่ว่า
ใครก็ได้แถวนั้น
จะพาคุณไปได้
แต่ละหมู่บ้านก็จะมีคนรู้ทางเดินป่า
รู้ว่ากระทิงมันหากินอยู่ตรงไหน
เราก็จะไปหาคนนั้นให้นำทาง
พวกตัดไม้เถื่อนก็ทำเหมือนกันนี่แหละครับ
หากเมื่อไหร่คนเหล่านี้
กลายเป็นคนรักและหวงแหนป่า
สัตว์ป่า
พืชพรรณในป่าของตนในพื้นที่
ขึ้นมาเมื่อไหร่
ใครละครับจะเข้าไปทำร้ายผืนป่าของพวกเขาได้
คนเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากที่สุดในการแก้ปัญหาทั้งหมด
สรุปแล้วผืนป่า
ขึ้นอยู่กับพรานป่า
คนเดินป่า ในพื้นที่
แล้วเมื่อไหร่พวกเรา
จะเห็นและเข้าไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมซักที
ยิ่งช้า
ก็ยิ่งเสียหายครับ
เรื่องอย่างนี้ครับ
น่านำมาขบคิด
ให้เกิดปัญญา
ถกเถียงกันออกทีวี
ในเรื่องของผืนป่า
สัตว์ป่า
อย่างนี้แล้ว
ผมคิดว่า
เราเริ่มเห็นปัญหามาบ้างแล้ว
วิธีแก้ไข จัดการ
ลองวิเคราะห์
วิจารณ์ดูด้านล่างเลยครับ
ตรงนี้ขอพูดถึงเรื่อง
กฎหมายก่อน
2.
กฎหมายกับผู้กระทำผิด
กับผู้กระทำผิดที่มีต่อสัตว์ป่าที่มาจากป่า
ดังเช่นที่นำข่าวมาลงให้ดูข้างบน
ผมว่า
ต้องเพิ่มบทกำหนดโทษให้
รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่นี้
น่าจะช่วยลดได้บ้างครับ
ที่ต้องเพิ่มบทกำหนดโทษให้รุนแรงเพราะเป็นบุคคลที่ลดจำนวน
สัตว์ป่าลงโดยตรง
และจับได้คาหนังคาเขาว่า
ล่ามาจากป่า โทษเบาสุด
คือจำ สถานเดียว
จะเป็นกี่เดือน กี่ปี
ก็ว่ากันไป
อย่างนี้ผมว่าความคึกคะนองน่าจะลดลง
เพราะพวกล่าสัตว์ป่าด้วยความคึกคะนอง
เป็นผู้ใหญ่ที่มีสำนึกแล้วทั้งนั้น
ไม่เหมือนวัยรุ่นตีกัน
ความคิด
ไตร่ตรองต่างกันมากครับ
|