ทรัพยากรสัตว์ป่า   

        สัตว์ป่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม

        การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าจำเป็นต้องอาศัยหลักวิชาการ มาตรการที่สำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าได้แก่ การป้องกัน การบำรุงรักษา และการรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ 

       การแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เสมอ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

        การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าในประเทศไทยมีปัญหาและอุปสรรคเช่นเดียวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองมากกว่าปัญหาทางวิชาการ

  ความหมายของสัตว์ป่าและการจัดการ

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่ง จัดอยู่ในทรัพยากรประเภทที่เกิดขึ้นทดแทนและรักษาให้คงอยู่ได้ (replaceable and maintainable) การที่จะรักษาให้คงอยู่และให้มีลูกหลานเกิดขึ้นทดแทนได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการปกป้องรักษาจัดหาที่อยู่อาศัย อาหารและแหล่งน้ำให้พอแก่ความต้องการ อีกทั้งต้องมีการสงวนพันธุ์ไว้มิให้ถูกทำลายจนถึงกับสูญพันธุ์ไป เพราะถ้าหากปล่อยให้สูญพันธุ์ไปแล้วก็ไม่อาจที่จะหาพันธุ์อื่นมาทดแทนให้เหมือนพันธุ์เดิมได้อีก

            ประเทศไทยในสมัยก่อนมีสัตว์ป่าอยู่ชุกชุม รวมทั้งมีสัตว์บางชนิดที่สวยงาม
 และหาได้ยากในโลกนี้ เช่น สมัน หรือ เนื้อสมัน
(Cerbus schomburgki) และ แรด (Rhinocerossondaicus) เป็นต้น แต่ต่อมาเมื่อประเทศไทยได้พัฒนาความเจริญไปสู่ชนบท ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าตลอดจนห้วย หนอง คลอง บึง ต่าง ๆ อันเป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่าและสัตว์น้ำได้ถูกบุกรุกแผ้วถางทำลายกลายเป็นไร่นาที่ทำมาหากินของมนุษย์เสียจำนวนมาก ประกอบกับจำนวนประชากรได้เพิ่มมากขึ้นอุปกรณ์ในการล่าทำลายสัตว์ป่าและสัตว์น้ำทันสมัยขึ้น จึงมีการล่าสัตว์และจับปลาทุกชนิดโดยไม่มีขอบขีดจำกัดจำนวนสัตว์ป่าและสัตว์น้ำจึงร่อยหรอลงทุกวัน

            สัตว์บางชนิดได้สูญพันธุ์ไปในเวลาอันรวดเร็ว เช่น สมัน เป็นต้น ส่วนสัตว์ป่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็มีอยู่หลายชนิดที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ เช่น ควายป่า แรด กระซู่ โคไพร สมเสร็จ ละองหรือละมั่ง เลียงผา และ กวางผา เป็นต้น ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชนชาวไทยทุกคนควรจะได้ช่วยกันรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์กันต่อ ๆไป ทั้งนี้เพราะประเทศใดมีสัตว์ป่าอยู่มากย่อมเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่ประเทศนั้นๆ เพราะสัตว์ป่าเป็นเครื่องแสดงถึงระดับความเจริญหรือวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของมนุษย์

            สัตว์ป่าบางชนิดมีคุณค่าในทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก เช่นในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ไปขายยังต่างประเทศนับล้านตัว และส่งผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าไปจำหน่ายปีละนับล้านบาท เป็นต้น นอกจากนั้นสัตว์ป่าบางชนิดยังมีคุณค่าแก่การเกษตรและการป่าไม้เป็นอันมาก เช่นนกบางชนิดได้กินแมลงและศัตรูพืชอื่นๆ ที่ทำอันตรายต่อพืชผลของเกษตรกร ถ้าหากสัตว์ป่าต้องถูกทำลายไปก็ทำลายไปก็เท่ากับทำลายความสมดุลของธรรมชาติให้เสียไป ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่จะต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้  

            คำว่า สัตว์ป่า โดยทั่วๆไป หมายถึงสัตว์มีกระดูกสันหลัง ตลอดจนเมลงหรือแมงทุกชนิดไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในน้ำหรือบนบก ซึ่งแบ่งออกได้เป็นพวกใหญ่ๆ คือ :-

1)      สัตว์เลื้อยคลาน เช่น เต่า ตะกวด เหี้ย กิ้งก่า และงูชนิดต่างๆ

2)      สัตว์ครึ่งบกน้ำ เช่น กบ เขียด ปาด คางคก ฯลฯ

3)      สัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เช่น ช้าง เสือ กวาง ค้างคาว ฯลฯ

4)      สัตว์จำพวกนก เช่น นกเขา ไก่ป่า นกกระจอก นกยูง ฯลฯ

5)      แมง และแมลงทุกชนิด

6)      ปลา ตามปกติปลาที่อาศัยอยู่ในห้วยธาร หนอง คลอง บึงในป่าก็ถือว่าเป็นสัตว์ป่าด้วย  

การจัดการสัตว์ป่า หมายถึงการนำเอาหลักวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสัตว์ป่ามาประยุกต์ในการดำเนินการจักการกับสัตว์ป่าในพื้นที่แห่งหนึ่ง เพื่อให้สัตว์ป่าในท้องที่นั้นๆสามารถอำนวยประโยชน์ให้แก่มนุษย์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วิชาการ และการพักผ่อนหย่อนใจให้มากที่สุด และให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ประโยชน์ของสัตว์ป่า

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มาตั้งแต่สมัยที่คนยังอาศัยอยู่กับธรรมชาติในป่าหรือในถ้ำ ยิ่งในสมัยปัจจุบันเมื่อมนุษย์ได้เจริญขึ้น สัตว์ป่าก็ยิ่งกลับมีบทบาทและเพิ่มความสำคัญให้แก่มนุษย์มากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งพอจะสรุปคุณประโยชน์ของสัตว์ป่าที่มีต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้คือ

1)    ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันยังนิยมใช้เนื้อสัตว์ป่าเป็นอาหาร การใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆของสัตว์ป่า เช่น ขน เขา และหนังจึงเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไป สัตว์เหล่านี้จะถูกซื้อไปเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ หรือนำไปเลี้ยงดูสัตว์หลายชนิดที่ถูกจับส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆจากสัตว์ป่าด้วยปีหนึ่งๆ คิดเป็นมูลค่านับล้านบาท อย่างไรก็ดี ประโยชน์ในด้านนี้ถ้าหากขาดการควบคุมให้รัดกุมแล้วย่อมทำให้เกิดผลเสียขึ้นได้ คือทำให้ปริมาณสัตว์ป่าลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนเป็นที่น่าวิตกว่าสัตว์ป่าบางชนิดอาจจะต้องสูญพันธุ์ไป หรือทำให้ความสมดุลตามธรรมชาติต้องเสียไป อันเป็นผลเสียหายแก่เศรษฐกิจทางอ้อม เพราะว่ามีสัตว์บางชนิดโดยเฉพาะนกที่ช่วยกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร ดังนั้นการใช้ประโยชน์ด้านนี้จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

           2) ประโยชน์ในด้านวิชาการ การค้นคว้าทดลองในด้านวิทยาศาสตร์ที่ก่อประโยชน์ให้สังคมในปัจจุบันมีอยู่หลายสาขาวิชาที่จำเป็นต้องอาศัยสัตว์ป่าเป็นตัวทดลอง เช่น การใช้สัตว์ป่าในการทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ การค้นคว้าทดลองทางสัตววิทยาการส่งลิงไปกับยานอวกาศให้อยู่ในอวกาศแทนมนุษย์ในระยะแรกๆเป็นต้น การค้นคว้าทดลองการริเริ่มในวิทยาการใหม่ๆได้เจริญรุดหน้าไปมากเท่าใด สัตว์ป่าที่ใช้ในการทดลองก็มีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ส่งซื้อสัตว์ป่าเลี้ยงในสวนสัตว์เพื่อให้ประชาชน นักศึกษา และนักวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติได้ชมและศึกษาถึงชีวิตของสัตว์ป่า ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย เพราะเท่ากับเป็นการรักษาชนิดพันธุ์สัตว์ที่หายากบางชนิดไม่ให้ต้องถูกล่าจนสูญพันธุ์ไป อนาคตของคนรุ่นต่อไปอาจได้ชมและเห็นสัตว์ป่าบางชนิดก็แต่เพียงในสวนสัตว์เท่านั้น

3) ประโยชน์ในด้านการรักษาความงามและคุณค่าทางจิตใจ สัตว์ป่าทำให้ธรรมชาติดูมีชีวิตชีวา ถ้าหากปราศจากสัตว์ป่า ปราศจากนกที่มีสีสันวิจิตรพิสดารมีเสียงร้องที่ไพเราะจับใจไว้คอยประดับธรรมชาติแล้ว ชีวิตคงจะน่าเบื่อและน่าเศร้ากว่านี้การที่ได้พบได้เห็นเสียงสัตว์ป่าย่อมทำให้เกิดสิ่งบันดาลใจหรือดลใจทำให้เกิดความสุขทางจิตใจเป็นการผ่อนคลายความตึงเคลียดทางประสาทได้เป็นอย่างดี บางท่านชอบนำเอาสัตว์ป่าไปเลี้ยงไว้และใช้เวลาพักผ่อนกับการเลี้ยงดู ศึกษาการเคลื่อนไหวและชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า บางท่านชอบเดินทางไปดูสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติเมื่อได้พบเห็นสัตว์ป่าแปลกๆและสวยงามทำให้รู้สึกตื่นเต้นเร้าใจมีความสดชื่นดีใจ เกิดพลังที่จะคิดสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไปอีก ซึ่งเป็นประโยชน์ทางจิตใจที่ตีค่าเป็นเงินตราไม่ได้

4)                       ประโยชน์ในด้านการพักผ่อนใจ มนุษย์เมื่อได้อยู่อาศัยในเมืองใหญ่มีธุรกิจการงานต่างๆมากมายและจำเจอยู่ทุกวันย่อมเกิดความเบื่อหน่าย จึงมักจะหาโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตามท้องที่ต่างๆ ที่มีธรรมชาติสวยงาม เช่น ออกไปเที่ยวล่าสัตว์ชมสัตว์ป่า สะกดรอยสัตว์ ศึกษาชีวิตสัตว์ป่า เพื่อให้ได้รับความเพลิดเพลินเจริญใจ นอกนั้นยังเป็นการออกกำลังทำให้จิตใจแจ่มใสคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการงานต่างๆ ลงได้นับว่าสัตว์ป่ามีบทบาทสำคัญในการใช้ประโยชน์ในด้านนี้ไม่น้อย 

หลักการจัดการและอนุรักษ์สัตว์ป่า

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้ แต่ถ้าสัตว์ป่าชนิดใดสูญพันธุ์

ไปแล้วก็ไม่สามารถสร้างพันธุ์ของสัตว์ป่าชนิดนั้นขึ้นมาได้อีก การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าจึง

ควรมีหลักในการดำเนินการดังนี้

            1) การป้องกัน การป้องกันให้สัตว์ป่าคงอยู่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของการจัดการสัตว์ป่า เพราะถ้าหากสามารถที่จะคุ้มครองรักษาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ไว้ได้แล้วการดำเนินงานในเรื่องอื่นๆที่จำเป็นต่อการจัดการสัตว์ป่าย่อมกระทำตามหลักวิชาการให้บังเกิดผลดีได้

            2) การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำและอาหาร หมายถึงการป้องกัน การบำรุงรักษาและการปรับปรุงแหล่งที่อยู่อาศัย  แหล่งน้ำและอาหารของสัตว์ป่าให้อยู่ในสภาพที่ดีและไม่ถูกทำลายให้สูญหายไป เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ป่าให้มากที่สุด

            3)  การค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ การค้นคว้าวิจัยถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของการจัดการสัตว์ป่าในอนาคต ต่อไปเมื่อกิจการด้านสัตว์ป่าได้เจริญมากขึ้น งานป้องกันและปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ป่าจะลดลง งานค้นคว้าวิจัยกลับจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจึงควรที่จะเริ่มงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการให้ควรคู่กับงานด้านป้องกันและปราบปรามด้วยเพื่อจะได้หาทางจัดการให้สัตว์ป่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในระดับที่พอเหมาะกับปริมาณอาหารและที่หลบภัยในท้องที่นั้น ๆ

4)             การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า ตามหลักของการอนุรักษ์นั้นมิได้มุ่งแต่ที่จะเก็บรักษาทรัพยากรนั้นๆ ให้คงอยู่ตลอดไปเท่านั้น แต่ยังต้องรู้จักนำทรัพยากรนั้นๆ มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรนั้น ๆ อีกด้วย ในเรื่องสัตว์ป่าก็เช่นกันจะต้องหาวิธีที่จะนำเอาสัตว์ป่าต่างๆ มาใช้ให้บังเกิดประโยชน์แก่สังคมในทางที่เหมาะสม เช่นจัดสถานที่ชมสัตว์ป่าให้ประชาชนได้เข้าไปใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจหรือศึกษาหาความรู้ตามสมควรถ้าหากมีจำนวนสัตว์ป่ามากพอก็ควรเปิดให้มีการล่าสัตว์นั้นๆโดยอยู่ในความควบคุมดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ และควรกำหนดกฎระเบียบต่างๆที่จะใช้ปฏิบัติในการล่าสัตว์ด้วย 

อุปสรรคและปัจจัยที่เป็นเหตุให้สัตว์ป่าต้องลดน้อยลง

สาเหตุที่ทำให้จำนวนสัตว์ป่าต้องลดน้อยลงมีอยู่ 2 ประการใหญ่ ด้วยกันคือ :-

1) การล่าสัตว์โดยไม่มีขอบเขตขีดจำกัดในอดีตและปัจจุบัน การที่ประชาชนทั่วๆไป ในชนบทล่าสัตว์ป่านั้น ส่วนใหญ่ต้องการที่จะล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารหรือเพื่อเป็นการค้า เป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้ครอบครัว ส่วนชาวเมืองหรือผู้มีอิทธิพบทั้งหลายต้องการล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนาน เป็นการทดลองอาวุธและความแม่นยำหรือล่าด้วยความคะนองมือ หรือเพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความเก่งกล้าสามารถในเชิงใช้อาวุธเสียมากกว่าที่จะล่าเพื่อใช้กินเป็นอาหาร ประกอบกับอาวุธที่ใช้ล่าทันสมัยขึ้น กลุ่มของผู้มีอิทธิพลที่ไม่รู้จักรับผิดชอบมีมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้สัตว์ป่าหลายชนิดถูกล่าจนแทบจะสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

2) การทำลายที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของสัตว์ป่า เนื่องจากประเทศได้พัฒนาความเจริญมากขึ้น และประชากรของประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการที่ทำมาหากินได้เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจึงถูกบุกรุกทำลายเสียเป็นจำนวนมาก ทำให้สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่อาศัย ขาดแหล่งน้ำแหล่งอาหารบางชนิดก็ต้องหนีไปอาศัยในป่าลึก หรือไม่ก็ถูกล่าตายไปในที่สุด ทำให้จำนวนสัตว์ป่าลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว บางชนิดก็ได้สูญพันธุ์แล้ว และบางชนิดก็กำลังจะสูญพันธุ์ภายในไม่ช้า

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่น่าวิตกว่าสัตว์ป่าจะสูญพันธุ์ไปในที่สุดดังนั้นการที่จะสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเอาไว้ให้ได้นั้น จำเป็นจะต้องขจัดปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวข้างต้นให้จงได้

ทรัพยากรสัตว์ป่าในประเทศไทย

ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดการและอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างจริงจังในปี พ..2504 นี้เอง แต่เดิมนั้นถือว่าสัตว์ป่าเป็นทรัพยากรที่ติดมากับแผ่นดิน ใครจะเก็บหาหรือล่าได้ตามความพอใจ ยกเว้นช้างป่าซึ่งได้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองช้างป่าตั้งแต่ปี พ..2464 ทั้งนี้ก็เนื่องจากช้างป่าเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มากในสมัยก่อน โดยเฉพาะช้างเผือกถือว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง และแสดงถึงบุญญาธิการของกษัตริย์ในสมัยนั้นๆ ส่วนช้างป่าทั่วไปก็มีประโยชน์ในราชการสงคราม การเดินทางไกลในถิ่นทุรกันดาร การทำไม้และการแสดงต่างๆ ช้างป่าจึงได้รับการคุ้มครองมาก่อนสัตว์ป่าอื่น ๆ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในประเทศไทย  

    เนื่องจากสัตว์ป่าได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากสาเหตุดังกล่าวแล้วข้างต้น จนเป็นที่น่าวิตกว่าจะหมดสิ้นจากแผ่นดินไทยเป็นเหตุให้มีคนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นการณ์ไกลและได้แสดงออกซึ่งความห่วงใยและเริ่มเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจต่อทรัพยากรสัตว์ป่า ในที่สุดรัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ออกพระบัญญัติและวางระเบียบการใช้ประโยชน์และร่างแนวทางการจักการสัตว์ป่าของประเทศขึ้นในปี พ..2503 โดยอ้างเหตุผลดังนี้คือ “สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่ายิ่งของประเทศชนิดหนึ่งที่อำนวยประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ วิทยาการและรักษาความงามตลอดจนคุณค่าธรรมชาติไว้ แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันนี้สัตว์ป่าที่มีค่าบางชนิดได้ถูกล่าและทำลายจนสูญพันธุ์ไปแล้วและบางชนิดก็กำลังจะสูญพันธุ์ไป ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่สัตว์ป่าโดยเฉพาะ จึงสมควรตรากฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าขึ้นไว้เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนส่วนรวมให้สมกับที่ชาวไทยส่วนใหญ่เป็นพุทธมามกะ “ พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2503 “ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2504 เป็นต้นไป ต่อมาได้ยกเลิกพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2503 และได้ตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2535 ขึ้นใช้แทนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคือบริเวณพื้นที่กำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัยเพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่า กระทำได้โดยประกาศพระราชกฤษฎีกา จึงนับว่าเป็นพื้นที่สำคัญยิ่งต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่พัฒนาไปตามความเจริญของประเทศ กรมป่าไม้เป็นส่วนราชการของรัฐที่มีน่าที่รับผิดชอบในเรื่องทรัพยากรสัตว์ป่าได้เสนอรัฐบาลจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขึ้นหลายแห่งด้วยกัน โดยกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศปัจจุบันมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่ 36 แห่ง ดังตารางที่ 10 นอกจากเขตรักษาพันธุ์ป่าแล้ว รัฐบาลยังกำหนดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2535 มาตรา 42 เขตห้ามล่าสัตว์ป่านี้ หมายถึง อาณาบริเวณพื้นที่ที่ทางราชการได้กำหนดไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบางชนิดหรือเป็นที่ที่สัตว์จำเป็นต้องใช้สำหรับกิจกรรมบางอย่างในการดำรงชีวิต เช่นเป็นที่ผสมพันธุ์เลี้ยงลูกอ่อน เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่ลงพักในระหว่างการเดินทางย้ายถิ่นฐานและอื่นๆ พื้นที่ที่ได้กำหนดให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามักจะมีขนาดไม่กว้างขวางมากนัก และส่วนใหญ่เป็นบริเวณที่ใช้ในราชการหรือเพื่อสาธารณะประโยชน์หรือประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเท่าที่รัฐบาลได้จัดตั้งเรียบร้อยมี 48 แห่งด้วยกัน (ตารางที่ 11) นอกจากนั้นกรมป่าไม้ยังจัดให้มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า สถานีวิจัยสัตว์ป่า อุทยานสัตว์ป่า และศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า (ตารางที่ 12) อีกด้วย

 แนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าแห่งชาติ 

    การมีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2503 และต่อมาเป็นพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ..2535 นับเป็นนิมิตดีสำหรับประเทศไทยที่จะได้มีทรัพยากรสัตว์ป่าอย่างอุดมสมบูรณ์ต่อไป ในเมื่อได้มีกฎหมายเพื่อเป็นแนวทางสำหรับปฏิบัติ หน้าที่ต่อไปก็คือการควบคุมและดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และหาทางที่จะปรับปรุงให้กฎหมายนี้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมยิ่งๆ ขึ้นไป การที่จะให้การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้น จำเป็นต้องมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลที่รับผิดชอบในด้านนี้ที่เข็มแข็งและมีความสามารถ อีกทั้งยังต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างจริงจังอีกด้วย ปัจจุบันได้มีหน่วยงานโดยตรงในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าคือส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า (กองอนุรักษ์สัตว์ป่าเดิม) กรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เนื่องจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่ายังเป็นหน่วยงานใหม่ ยังขาดทั้งทางด้านงบประมาณและกำลังคนที่ใช้ในการบริหารและรักษากฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการที่มีความรู้ทางด้านนี้อย่างแท้จริง ในด้านของประชาชนนั้น ส่วนใหญ่ยังเข้าใจและเห็นความสำคัญของทรัพยากรสัตว์ป่าน้อยมาก แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่านั้น พอสรุปได้ดังนี้ :-  

                1)   มีกฎหมายที่เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์

2)   การวางแผนการจัดการสัตว์ป่า การวางแผนการจัดการสัตว์ป่าให้ได้ผลดีต้องประกอบด้วยความรู้ทางทฤษฎี ความชำนาญในท้องที่ และข้อมูลในด้านต่างๆของสัตว์ป่าแต่ละชนิด ที่สำคัญคือต้องมีจุดมุ่งหมายหรือนโยบายที่แน่นอนในการอนุรักษ์สัตว์ป่า

3)    การเตรียมกำลังคนและนักวิชาการทางด้านสัตว์ป่า

4)    การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ทรัพยากรสัตว์ป่าเป็นทรัพยากรที่ถูกใช้ประโยชน์มานานแต่ประชาชนทั่วไป
ยังขาดความรู้สึกสำนึกถึงคุณประโยชน์ของสัตว์ป่าดังนั้นรัฐบาลโดยเฉพาะกรมป่าไม้ควรเน้นหนักในด้านเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้ถึงความสัมพันธุ์และประโยชน์ของทรัพยากรนี้เพื่อที่จะได้ให้ความร่วมมือต่อรัฐบาลในด้านการอนุรักษ์ต่อไป

5      การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์ป่าดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าสัตว์ป่า
เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ทดแทนได้ จึงควรที่จะใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าแทนที่จะปล่อยให้หมุนเวียนไปในระบบนิเวศโดยไร้ประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่การใช้ประโยชน์นี้จะต้องให้ถูกต้องตามวิธีการที่เหมาะสม ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้โดยทั่วถึงกัน

6)    การเพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่จะใช้ประโยชน์ตลอดจนใช้เป็นสินค้าออกของประเทศและรักษาพันธุ์ให้คงไว้ รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยเพาะพันธุ์สัตว์ป่าขึ้น สัตว์ป่าที่ได้จากการเพาะพันธุ์นี้อาจปล่อยเข้าป่าในฤดูกาลที่เหมาะสมและอาจเปิดให้ล่าในกาลต่อไป จะเห็นได้ว่านโยบายทางวิชาการและการเตรียมบุคลากรจำเป็นต้องสอดคล้องอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ด้วย    

ดูแผนที่

รายชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในประเทศไทย
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1 สลักพระ กาญจนบุรี

536,594

    11 ส.ค.  2520

2  คลองนาคา ระนอง  สุราษฎร์ธานี 331,456

       1 ก.ย.  2534

3  ภูเขียว ชัยภูมิ 975,000  8 มี.ค. 2522
4  เขาสอยดาว จันทบุรี 465,637 4 ก.ย.2515
5  ห้วยขาแข้ง ตาก  อุทัยธานี 1,737,587 30 ธ.ค.2535
6  ลุ่มน้ำปาย แม่ฮ่องสอน 738,195 7 ส.ค.2529
7 ทุ่งใหญ่นเรศวร  กาญจนบุรี  ตาก 2,279,500 21 ส.ค.2534
8 เขาเขียว-เขาชมภู่  ชลบุรี 90,437 2 ก.ค.2517
9  คลองแสง สุราษฎร์ธานี 722,067 8 พ.ค.2529
10  ภูหลวง เลย 560,593 16 ส.ค.2534
11 ภูวัว  หนองคาย

116,562

2 พ.ค.2518
12  เขาบรรทัด ตรัง  พัทลุง สงขลา  สตูล 791,847 31 ธ.ค.2530
13  ยอดโดม อุบลราชธานี 140,845 30 ธ.ค.2535
14 ภูเมี่ยง-ภูทอง  อุตรดิถ์  พิษณุโลก 435,320 8 เม.ย.2535
15  เขาอ่างฤาไน ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี  ระยอง จันทบุรี 576,188 30 ธ.ค.2535
16  โตนงาช้าง สงขลา  สตูล 113,721 31 ธ.ค.2529
17  แม่น้ำภาชี ราชบุรี 305,820 1 ส.ค.2521
18  แม่ตื่น ตาก  เชียงใหม่ 733,125 10 ส.ค.2521
19  ดอยเชียงดาว เชียงใหม่ 325,625 24 ส.ค.2521
20  สาละวิน แม่ฮ่องสอน 546,875 19 ส.ค.2526
21  พนมดงรัก ศรีสะเกษ 197,500 15 ธ.ค.2521
22 ดอยผาเมือง  ลำพูน  ลำปาง 364,449 4 ธ.ค.2528
23 คลองพระยา  กระบี่ 95,988 7 พ.ค.2536
24  ดอยผาช้าง พะเยา  น่าน 356,926 17 มิ.ย.2531
25  อมก๋อย เชียงใหม่  ตาก 765,000 19 ส.ค.2526
26  ดอยหลวง แพร่ 60,625 1 ต.ค.2527
27 เขาสนามเพรียง  กำแพงเพชร 63,125 1 ส.ค.2528
28 แม่ยวมฝั่งขวา  แม่ฮ่องสอน 182,500 1 มี.ค.2529
29  ซับลังกา ลพบุรี 96,875 31 ธ.ค.2529
30 อุทยานเสด็จในกรมกรมหลวงชุมพร  ชุมพร 283,750 23 มี.ค.2531
31  แม่กลอง-อุ้มผาง ตาก 1,572,281 17 เม.ย.2532
32  ภูสีฐาน มุกดาหาร  กาฬสินธุ์ 156,250 12 มิ.ย.2533
33 ห้วยศาลา  ศรีสะเกษ 237,500 28 ธ.ค.2533
34 อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระ-
เทพรัตนราชสุดาฯ ( ลุ่มน้ำบางนรา )
นราธิวาส 125,625 12 ก.ย.2534
35  คลองยัน สุราษฎร์ธานี 305,000 30 ธ.ค.2535
36  เขาประ-บางคราม กระบี่  ตรัง 97,700 28 พ.ค.2536

รวมเนื้อที่ 17,551,650 ไร่  หรือ  5.473%ของเนื้อที่ประเทศ


ดูแผนที่

รายชื่อเขตห้ามล่าสัตว์ป่าในประเทศไทย
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1 ทะเลน้อย นครศรีธรรมราช , พัทลุง , สงขลา 285,625 29 เม.ย2518
2  บึงบอระเพ็ด  นครสวรรค์ 66,250 15 ก.ค.2518
3 ป่าพรุ  นราธิวาส 100,000 10 พ.ยง2518
4  หนองทุ่งทอง สุราษฎร์ธานี 38,428 12 ม.ค.2532
5  วัดตาลเอน พระนครศรีอยุธยา 100 8 มิ.ย.2519
6  อ่างเก็บน้ำบางพระ ชลบุรี 11,600 8 มิ.ย.2519
7  ถ้ำระว้า-ถ้ำดาวดึงส์ กาญจนบุรี 25,937 8 มิ.ย.2519
8  ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษดอยสุเทพ เชียงใหม่ 10,937 8 มิ.ย.2519
9  ทะเลสาบ สงขลา พัทลุง 227,916 8 มิ.ย.2519
10 เขาท่าเพชร  สุราษฎร์ธานี 2,893 26 ก.ค.2520
11  วัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม สมุทรสาคร 47 13 ก.ย.2520
12 วัดไผ่ล้อมและวัดอัมพุวราราม  ปทุมธานี 74 29 ส.ค.2521
13  บึงเกริงกะเวียนและหนองน้ำซับ กาญจนบุรี 320,000 1 ม.ค.2522
14  หมู่เกาะลิบง ตรัง 279,687 27 มี.ค.2522
15  เขาน้ำพราย ตรัง 13,000 27 พ.ย.2522
16  เขาพระแทว ภูเก็ต 13,925 8 ก.ค.2523
17  หนองปลักพระยาและเขาระยาบังสา สตูล 12,770 22 ก.ค.2523
18  อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก บุรีรัมย์ 3,876 22 กงค.2523
19 อ่างเก็บน้ำสนามบิน  บุรีรัมย์ 3,568 22 ก.ค.2523
20  อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด บุรีรัมย์ 4,434 7ต.ค.2523
21 หนองแวง  ชัยภูมิ 109 7 ต.ค.2523
22  เขากระโดง บุรีรัมย์ 1,450 4 พ.ย.2523
23  ถ้ำระฆังและเขาพระนอน ราชบุรี 106 15 มิ.ย.2523
24  ถ้ำค้างคาวและวัดเขาช่องพราน ราชบุรี 77 15 มิ.ย.2525
25  ป่ากราด สงขลา 2,575 9 พ.ย.2525
26  บึงโขงหลง หนองคาย 6,840 18 ธ.ค.2525
27  บึงฉวาก ชัยนาท  สุพรรณบุรี 2,000 29 มี.ค.2526
28  ถ้ำผาท่าพล พิษณุโลก 1,775 26 ก.ค.2526
29  เขาใหญ่ เขาตาพรม อุตรดิตถ์ 15,000 8 มี.ค.2527
30  คลองลำซาน ตรัง 33,750 8 มี.ค.2527
31  ป่ารังไก่ ปัตตานี 157 8 มี.ค.2527
32  ป่าเลนปากพนังป่าเลนเกาะไชย
ป่าปลายแหลมตะลุมพุก 
นครศรีธรรมราช 35,456 8 มี.ค.2527
33  แม่เลา--แม่แสะ เชียงใหม่ 153,125 16 ต.ค.2527
34  หนองหัวคู อุดรธานี 70 1 มี.ค.2528
35  เขาชีโอน ชลบุรี 2,299 12 มี.ค.2526
36  เขาปะช้าง-แหลมขาม สงขลา 146,875 21 พ.ค.2528
37  ทะเลสาบหนองบงคาย เชียงราบ 2,711 6 มิ.ย.2528
38  หนองน้ำขาว พิษณุโลก 358 16 ก.พ.2529
39  พรุค้างคาว สงขลา 481 25 ก.พ.2529
40  เขาค้อ เพชรบูรณ์ 27,200 3 ก.ค.2529
41  เขาประทับช้าง ราชบุรี 1,268 3 ก.ค.2529
42  วังโป่ง-ชนแดง เพชรบูรณ์ 92,500 28 พ.ค.2530
43  เขาประ-บางคราม  กระบี่ ตรัง 116,500 6 ต.ค.2530
44  เขาเหรง สงขลา 68,250 6 ต.ค.2530
45  ถ้ำผาน้ำทิพย์ มุกดาหาร  กาฬสินธุ์   ร้อยเอ็ด 151,242 16 ก.ค.2531
46  เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์  อุดรธานี  ขอนแก่น 210,938 16 ก.ค. 2531
47  อุทยานสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี กาญจนบุรี 56,250 9 พ.ค.2532
48  ถ้ำเจ้าราม สุโขทัย 15,875 23 ม.ค.2533

รวมเนื้อที่  2,566,205 ไร่ 

ดูแผนที่

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าและกิจการด้านสัตว์ป่าอื่นๆ
ลำดับ ชื่อศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า ที่ตั้งจังหวัด เนื้อที่
1 ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาเขียว ชลบุรี 1000
2  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาท่าเพชร สุราษฎร์ธานี 2,900
3  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ 1,000
4  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาช่อง ตรัง 1,000
5  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ กาญจนบุรี 1,250
6  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าหาดใหญ่ สงขลา 1,000
7  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าห้วยกุ่ม ชัยภูมิ 1,000
8  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าทรายขาว จันทบุรี 2,000
9  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด นครสวรรค์ 300
10  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด แม่ฮ่องสอน -
11  สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ อุทัยธานี -
12  สถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทรา -
13  สถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง เลย -
14  สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง สุราษฎร์ธานี -
15  อุทยานสัตว์ป่าลำปาว กาฬสินธุ์ 1,420
16  อุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว ภูเก็ต 13,925
17  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางพระ ชลบุรี 300
18  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จันทบุรี 500
19  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าปางตอง แม่ฮ่องสอน 1,180
20  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าโคกไม้เรือ นราธิวาส 300
21  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าบางละมุง ชลบุรี 750
22  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าช่องกล่ำบน ปราจีนบุรี 800
23  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ชัยภูมิ 500
24  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าเขาค้อ เพชรบูรณ์ 12,500
25  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าเขาประทับช้าง ราชบุรี 300
26  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทราย เพชรบุรี 200
27  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าดอยตุง เชียงราย 200
28  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่านกน้ำบางพระ ชลบุรี 500
29  ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าออมก๋อย เชียงใหม่ -
30 ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ฉะเชิงเทรา 200

ดูแผนที่

รายชื่อวนอุทยานในประเทศไทย
สังกัดกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1  น้ำตกหงาว ระนอง 1,831  
2  น้ำตกโตนไทร ภูเก็ต 600  
3   น้ำตกบริพัตร์ สงขลา 3,500  
4   น้ำตกโยง นครศรีธรรมราช 10,000  
5 ชายทะเล พังงา 412  
6   น้ำตกรามัญ พังงา 125  
7 ถ้ำเขางุ้ม พังงา 50  
8  สระมโนราห์ พังงา 6,250  
9   น้ำตกหน้าเมือง สุราษฎร์ธานี 10  
10   น้ำตกแพง สุราษฎร์ธานี 20,000  
11   น้ำตกห้วยยาง ประจวบคีรีขันธ์ 5,900  
12  ปากน้ำปราณ ประจวบคีรีขันธ์ 1,984  
13  พระแท่นดงรัง กาญจนบุรี 1,344  
14  แหลมสิงห์ จันทบุรี 9,500  
15  โกสัมพี มหาสารคาม 125  
16  ชีหลง มหาสารคาม 120  
17  ป่าสนหนองคู สุรินทร์ 6,250  
18  ภูหมู นครพนม 2,500  
19   น้ำตกเจ็ดสาวน้อย นครราชสีมา 500  
20   น้ำตกวะภูแก้ว นครราชสีมา 6,250  
21  ถ้ำแม่กุสุ ตาก 19,375  
22  แพะเมืองผี แพร่ 500  
23  ห้วยแม่ตะไคร้ เชียงใหม่ 10,000  
24  ถ้ำน้ำลอด แม่ฮ่องสอน 6,250  
25  น้ำตกผาเสื่อ แม่ฮ่องสอน 2,500  
26  น้ำตกขุนกรณ์ เชียงราย 1,000  
27  น้ำตกปูแกง เชียงราย 6,250  
28  น้ำตกโปร่งพระบาท เชียงราย 33,750  
29  น้ำตกจำปาทอง พะเยา 1,200  
30  ผาเกล็ดนาค พะเยา 1,000  
31   น้ำตกภูวาง พะเยา 1,200  
32  บ่อน้ำร้อนฝาง เชียงใหม่ 19,400  
33  โป่งเดือด เชียงใหม่ 10,000  
34  ออบหลวง เชียงใหม่ 40,625  
35  วังแก้ว ลำปาง 13,281  
36  ถ้ำผาไท ลำปาง 2,325  
37  บอนพระยาแช่ ลำปาง 1,200  
38  ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน 315  
39  ต้นสักใหญ่ อุตรดิตถ์ 1,250  
40  ถ้ำผาตูบ นาน 400  
41  ถ้ำผาพวง ขอนแก่น 3,125  
42  บ๋าหลวง ขอนแก่น 1,200  
43  พนมสวาย สุรินทร์ 18,143  
44  ภูพระ กาฬสินธุ์ 64,900  
45  นายูง-นำโสม อุดรธานี 13,112  
46  เขากระโดง บุรีรัมย์ 1,450  
47  ป่ากลางอ่าว ประจวบคีรีขันธ์ 1,200  
48   น้ำตกกะเปาะ ชุมพร 600  
49   น้ำตกธารโต ยะลา 1,000  
50   น้ำตกทรายขาว ปัตตานี 625  
51   น้ำตกปราสาทนางผมหอม ปัตตานี 2,500  
52   น้ำตกโผงโหง ปัตตานี 1,550  
53   น้ำตกบาโจ นราธิวาส 625  
54   น้ำตกชีโป นราธิวาส 625  
55   น้ำตกฉัตรวาริน นราธิวาส 625  

ดูแผนที่

รายชื่ออุทยานแห่งชาติในประเทศไทย
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1  เขาใหญ่ นครนายก สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี 1,355,397 18 ก.ย.2505
2  ภูกระดึง เลย 217,576 23 พ.ย.2505
3  เขาสามยอด ประจวบคีรีขันธ์ 61,300 28 มิ.ย.2509
4  น้ำหนาว เพชรบูรณ์ 603,750 4 พ.ค.2515
5  ตะรุเตา  สตูล 931,250 19 เม.ย.2517
6 เขาหลวง นครศรีธรรมราช

356,250

18ธ.ค.2517
7  ดอยขุนตาล ลำพูน  ลำปาง 159,556 5 มี.ค.2518
8 น้ำตกพลิ้ว  จันทบุรี 84,063 2 พ.ค.2518
9  ทุ่งแสลงหลวง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ 789,000 27 พ.ค.2518
10  ภูพาน สกลนคร กาฬสินธิ์ 415,439 6 มิ.ย.2518
11 เอราวัณ กาญจนบุรี 343,750 16 มิ.ย.2518
12  เขาชะเมา-เขาวง ระยอง  จันทบุรี 52,300 31 ธ.ค.2518
13  เขาคิชฌกูฎ จันทบุรี 36,687 8 พ.ค.2520
14  ดอยอินนนท์ เชียงใหม่ 301,500 13 มิ.ย.2521
15  ลานสาง ตาก 65,000 14 พ.ค.2522
16  ภูเรือ เลย 75,525 26 ก.ค.2522
17 เฉลิมรัตนโกสินทร์ กาญจนบุรี กาญจนบุรี 36,875 12 ก.พ.2523
18 รามคำแหง  สุโขทัย 213,125 27 ก.พ.2523
19 ไทโยค  กาญจนบุรี 312,500 27ต.ค.2523
20  ทะเลบัน สตูล 63,500 27 ต.ค.2523
21 หมู่เกาะอ่างทอง  สุราษฎร์ธานี 63,750 12 พ.ย.2523
22  เขาสก สุราษฎร์ธานี 403,450 22 ธ.ค.2523
23  ตาดโตน ชัยภูมิ 135,738 31 ธ.ค.2523
24  ดอยสุเทพ-ปุย เชียงใหม่ 163,163 14 เม.ย.2524
25  อ่าวพังงา พังงา 250,000 29 เม.ย.2524
26  ศรีสัชนาลัย สุโขทัย 133,250 8 พ.ย.2524
27  เขาสามหลั่น สระบุรี 27,856 2 มิ.ย.2524
28  แก่งกระจาน เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  1,821,875 12 มิ.ย.2524
29  หมู่เกาะสุรินทร์ พังงา 84,375 12 มิ.ย.2524
30  เขาพนมเบญจา กระบี่ 31,325 9ก.ค.2524
31  หาดในยาง ภูเก็ต 56,250 13 ก.ค.2524
32  แม่ปิง เชียงใหม่ ลำพูน  ตาก 626,875 13 ก.ค.2524
33  แก่งตะนะ อุบลราชธานี 50,000 13 ก.ค.2524
34  เขาแหลมหญ้าหมู่เกาะเสม็ด ระยอง 81,875 1 ต.ค.2524
35  เวียงโกศัย แพร่ ลำปาง 256,250 9 ต.ค.2524
36  หาดเจ้าไหม ตรัง 144,300 14 ต.ค.2524
37  น้ำตกแม่สุรินทร์ แม่ฮ่องสอน 247,875 29 ต.ค.2524
38  เขื่อนศรีนครินทร์ กาญจนบุรี 957,500 23 ธ.ค.2524
39  ทับลาน นครราชสีมา ปราจีนบุรี 1,400,00 23 ธ.ค.2524
40  ตากสินมหาราช ตาก 93,125 23 ธ.ค.2524
41  ปางสีดา ปราจีนบุรี 527,500 24 ก.พ.2525
42  เขาปู่-เขาย่า พัทลุง 433,750 27 พ.ค.2525
43  หมู่เกาะสิมิลัน พังงา 80,000 1 กงย.2525
44  คลองลาน กำแพงเพชร 187,500 25 ธ.ค.2525
45  หมู่เกาะช้าง ตราด 406,250 31 ธ.ค.2525
46  แหลมสน ระนอง พังงา 196,875 19 ส.ค.2525
47  หาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี กระบี่ 243,725 6 ต.ค.2526
48  ภูหินร่องกล้า พิษณุโลก  เลย 191,875 26 ก.ค.2527
49  หมู่เกาะเภตรา สตูล 308,988 31 ธ.ค.2527
50  ภูเก้า-ภูพานคำ อุดรธานี  ขอนแก่น  201,250 20 ก.ย.2528
51  แม่ยม แพร่ ลำปาง 284,219 1 มี.ค.2529
52  เขาลำชีหาดท้ายเหมือง พังงา 45,000 14 เม.ย.2529
53  ภูจอง-นายอง อุบลราชธานี 428,750 1 มิ.ย.2530
54  แม่วงค์ กำแพงเพชร  นครสวรรค์ 558,750 14 ก.ย.2530
55  น้ำตกชาติตระการ พิษณุโลก 339,375 2 พ.ย.2530
56  ศรีพังงา พังงา 153,800 16 เม.ย.2531
57  ห้วยหวด สกลนคร มุกดาหาร นครพนม 517,850 28 ก.ค.2531
58  น้ำตกแจ้ซ้อน ลำปาง 370,000 28 ก.ค.2531
59  มุกดาหาร มุกดาหาร 30,313 28 ก.ค.2531
60 ศรีลานนา เชียงใหม่ 878,750 1 ส.ค.2531
61  ดอยหลวง เชียงราย พะเยา ลำปาง 731,250 16 เม.ย.2533
62  หมู่เกาะลันตา กระบี่ 83,750 15 ส.ค.2533
63  คลองวังเจ้า กำแพงเพชร ตาก 466,875 29 ส.ค.2533
64  น้ำตกโยง นครศรีธรรมราช 128,125 22 ก.ค.2534
65  เขาน้ำค้าง สงขลา 132,500 22 ก.ค.2534
66  เขาหลัก-ลำรู่ พังงา 78,125 30 ส.ค.2534
67  เขื่อนเขาแหลม กาญจนบุรี 935,625 8 พ.ย.2534
68  อออบหลวง เชียงใหม่ 345,625 4 ธ.ค.2534
69  แก่งกรุง  สุราษฎร์ธานี 338,125 4 ธ.ค.2534
70  น้ำตกห้วยยาง ประจวบคีรีขันธ์ 100,125 8 ธ.ค.2534
71  ภูเวียง ขอนแก่น 218,750 8 ธ.ค.2534
72 ภูผาม่าน  ขอนแก่น 218,750 8 ธ.ค.2534
73  ใต้ร่มเย็น สุราษฎร์ธานี 265,625 31 ธ.ค.2534
74  ผาแต้ม อุบลราชธานี 212,500 31 ธ.ค.2534
75  ภูสระดอกบัว มุกดาหาร 144,375 30 ธ.ค.2535
76  หาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์ 23,750 30 ธ.ค.2535
77  ไทรทอง ชัยภูมิ 199,375 30 ธ.ค.2535

รวมเนื้อที่ 24,492,735 ไร่  หรือ 7.7%ของเนื้อที่ประเทศ

รายชื่ออุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ประกาศ
ลำดับ

ชื่อ

         จังหวัด       

เนื้อที่(ไร่)

ประกาศวันที่

1  เขื่อนบางลาง ยะลา 342,188  
2  เทือกเขาบูโดสุไหงปาดี นราธิวาส  ยะลา  ปัตตานี 183,563  
3  คลองเพรา ชุมพร  ระนอง 791,875  
4  ธารโบกขรณี กระบี่ พังงา 135,320  
5  ลำน้ำน่าน นาน แพร่ อุตรดิตถ์ 834,687  
6  ดอยภูคา น่าน 793,650  
7  กระบุรี ระนอง 64,285  
8  เขานัน นครศรีธรรมราช 388,232  
9  น้ำตกสี่ขีด นครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี 138,425  
10  สาละวิน แม่ฮ่องสอน 633,125  
11  นายูง-น้ำโสม อุดรธานี 13,250  
12  ภูลังกา นครพนม  หนองคาย 31,250  
13  แม่เมย ตาก 713,750  
14  ถ้ำผาไท ลำปาง 802,500  
15  แม่วะ ลำปาง 168,125  
16  แม่ตะไคร้ เชียงใหม่ 768,625  
17  ห้วยน้ำดัง เชียงใหม่   แม่อ่องสอน 112,187.5  
18  น้ำตกทรายขาว ปัตตานี 94,375  
19  ดอยเชียงดาว เชียงใหม่ 780,000  
20 ดอยเวียงผา เชียงใหม่ 480,750  
21  ออบขาน เชียงใหม่ 302,500  
22  น้ำตกธารเสด็จ สุราษฎร์ธานี 33,924  
23  คลองพนม สุราษฎร์ธานี 290,000  
24  เกาะพยาม ระนอง 392,500  
25  ดอยผากลอง แพร่ 91,875  
26  กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ 125,000  
27  หาดทรายรี ชุมพร 107,125  
28  คลองตรอน อุตรดิตถ์ 330,000  
29  แม่สาคร น่าน 271,875  
30  ขุนแจ เชียงราย 398,750  
31  แม่ฝาง เชียงใหม่ 237,500  

รวมเนื้อที่ 10,779,073 ไร่

ดูแผนที่

หนังสือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นิวัติ เรืองพานิช